เวทีวิจัยประชากรและสังคม

โลกที่ปราศจากบุหรี่: ฝันที่จะ (ไม่มีวัน) เป็นจริง?

อารี จำปากลาย This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

ช่วงระหว่างวันที่ 7-9 มีนาคม 2561 ผู้เขียนมีโอกาสไปนำเสนอผลงานวิจัยในงานการประชุมโลกเรื่อง “ยาสูบหรือสุขภาพ” (World Conference on Tobacco or Health–WCTOH 2018) ซึ่งจัดขึ้นทุกสามปี ครั้งนี้เป็นการประชุมครั้งที่ 17 จัดที่เมืองเคปทาวน์ ประเทศแอฟริกาใต้ ภายใต้แก่นเรื่อง Uniting theWorld for a Tobacco Free Generation – ร่วมมือกันเพื่อยุคปลอดบุหรี่ ชื่อการประชุมครั้งนี้ บอกเป็นนัยว่า โลกต้องเลือกระหว่างยาสูบหรือสุขภาพ ต้องอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น

มีหลักฐานว่า บุหรี่ฆ่าคนปีละกว่าหกล้านคนทั่วโลก แต่เชื่อไหมว่ายังมีผู้ชายบนโลกนี้ที่อายุ 15 ปีขึ้นไป 942 ล้านคน และผู้หญิงวัยเดียวกันอีก 175 ล้านคน สูบบุหรี่เป็นประจำ.

เพราะโลกควรต้องเลือกสุขภาพ ดังนั้นจึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้โลกปลอดจากบุหรี่ ให้เราได้อยู่ในยุคที่ทุกคนได้สูดอากาศบริสุทธิ์ อากาศที่ไม่มีควันบุหรี่เจือปน

แม้ดูเหมือนว่า การเลือกสุขภาพเหนือบุหรี่เป็นเรื่องที่ถูกต้องและชัดเจน แต่ทางเลือกนี้ไม่ได้ราบรื่นเลย ขวากหนามแหลมคมที่คอยขัดขวางไม่ให้ความฝันที่จะมีโลกที่ปราศจากบุหรี่เป็นจริง เป็นอุปสรรคใหญ่ทะมึนที่มีพลังมหาศาล นั่นคือ อุตสาหกรรมยาสูบ

“บริษัทยาสูบไม่เคยเป็นเพื่อนกับเรา ที่จริงแล้วบริษัทยาสูบไม่เคยเป็นเพื่อนกับมนุษยชาติ” คำ.กล่าวของ Dr. Aaron Motsoaledi รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข ประเทศแอฟริกาใต้ ในเช้าของวันที่ 7 มีนาคม 2561 ขณะกล่าวเปิดการประชุม WCTOH 2018

โลกมีความพยายามร่วมกันมานานที่จะทำให้คนที่สูบบุหรี่เลิกสูบ คนที่ยังไม่สูบก็ไม่ตกเป็นเหยื่อรายใหม่ และไม่ต้องสูดควันพิษที่ตัวเองไม่ได้ก่อ ความพยายามอย่างหนึ่งคือการสร้างกรอบอนุสัญญาการควบคุมยาสูบ หรือ Framework Conventional for Tobacco Control (FCTC) โดยองค์การอนามัยโลก ที่กำหนดให้ประเทศที่เข้าร่วมสร้างมาตรการต่างๆ เพื่อควบคุมยาสูบ เช่น ขึ้นภาษีบุหรี่ ห้ามโฆษณาบุหรี่ กำหนดพื้นที่สูบบุหรี่ รวมถึงบังคับใช้กฎหมายให้ซองบุหรี่ต้องมีฉลากคำเตือนเป็นรูปภาพมีขนาดอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของพื้นที่ซองบุหรี่

ไทยลงนามในอนุสัญญานี้ตั้งแต่ พ.ศ. 2547 เป็นประเทศที่สี่ของโลกหลังแคนาดา บราซิล และสิงคโปร์ ซึ่งหมายความว่าไทยสัญญาจะทำตามข้อตกลงต่างๆ ที่ FCTC กำหนดเพื่อต่อสู้กับบุหรี่

เฉพาะเรื่องฉลากคำเตือนด้านสุขภาพบนซองบุหรี่นั้น อย่าคิดว่าไม่มีความสำคัญ มีงานวิจัยรองรับมากมายว่า คำเตือนที่เป็นรูปภาพมีพลังมากกว่าข้อเขียนในการกระตุ้นให้ผู้สูบบุหรี่พยายามเลิกสูบให้ได้ งานวิจัยที่ผู้เขียนไปนำเสนอในการประชุมครั้งนี้ ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลระยะยาวจากการสำรวจพฤติกรรมการสูบบุหรี่หกรอบของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม ก็ให้ผลที่ตอกย้ำว่า ฉลากคำเตือนที่เป็นรูปภาพบนซองบุหรี่มีผลให้ผู้สูบบุหรี่พยายามที่จะเลิกสูบบุหรี่ให้ได้

ไทยบังคับใช้กฎหมายให้มีฉลากคำเตือนบนซองบุหรี่เป็นรูปภาพตั้งแต่เดือนมีนาคม พ.ศ. 2548 โดยเริ่มที่ 6 ภาพ บนพื้นที่ร้อยละ 50 ของซองบุหรี่ทั้งหน้าและหลัง และปรับเป็น 9 ภาพในปี 2550 เป็น 10 ภาพและกินพื้นที่ร้อยละ 55 ในปี 2553 ความก้าวหน้าล่าสุดเรื่องฉลากคำเตือนบนซองบุหรี่ของไทย คือ การต่อสู้ของฝ่ายที่เลือกสุขภาพให้ฉลากคำเตือนบนซองบุหรี่มีพื้นที่ร้อยละ 85 เป็นการต่อสู้ที่ได้รับการต่อต้านสุดๆ จากอุตสาหกรรมบุหรี่จนต้องให้ศาลปกครองสูงสุดเป็นผู้ตัดสิน ในที่สุดฝ่ายที่เลือกสุขภาพชนะคดี ปัจจุบันไทยจึงมีกฎหมายบังคับให้บริษัทบุหรี่ต้องพิมพ์ฉลากคำเตือนเรื่องอันตรายจากบุหรี่เป็นรูปภาพ 4 สี จำนวน 10 ภาพสลับกัน และมีพื้นที่ร้อยละ 85 ของพื้นที่บนซองบุหรี่มาตั้งแต่มิถุนายน 2557 ไทยจึงกลายเป็นประเทศที่มีรูปภาพฉลากคำเตือนบนซองบุหรี่ใหญ่ที่สุดในโลกเป็นอันดับสองรองจากประเทศออสเตรเลียที่มีรูปภาพขนาดร้อยละ 87.5 ของพื้นที่บนซองบุหรี่

ตราบใดที่ยังมีมนุษย์โลกอีกเป็นพันล้านคนติดอยู่ในวังวนของบุหรี่ ยังมีเยาวชนผู้บริสุทธิ์อีกหลายล้านคนที่มีความเสี่ยงเป็นเป้าหมายของบริษัทบุหรี่ผู้มีเป้าหมายสูงสุดคือผลกำไร และไม่เคยเป็นมิตรกับมนุษยชาติ การต่อสู้ระหว่างยาสูบกับสุขภาพยังต้องเดินต่อไป... จนกว่าฝันที่โลกนี้จะปลอดจากบุหรี่จะเป็นจริง


อ้างอิง:

Drope, Jeffrey and Neil W. Schluger (Editors). (2018). The Tobacco Atlas. Sixth edition. A Companion to the TobaccoAtlas.org Website. Published by the American Cancer Society. http://wctoh.org/ เข้าถึงเมื่อ 8 มีนาคม 2561

Since 25 December 2012