เฉลิมพล แจ่มจันทร์ This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

ในยุคที่ประเทศไทยหันกลับมาส่งเสริมการมีบุตร ผ่านโครงการสาวไทยแก้มแดงหรือมีลูกเพื่อชาติ ผู้เขียนมีคำถามในใจเล็กๆ ที่อยากรู้ว่า ในช่วงวัยที่เหมาะกับการมีลูก (และต้องเลี้ยงลูกด้วย) ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับการเริ่มก่อร่างสร้างตัว สร้างความก้าวหน้าในอาชีพการงานของแต่ละคนนั้น คนมีลูกกับคนไม่มีลูก ชีวิตในภาพรวมนั้น มีความเหมือนหรือต่างกันอย่างไร ด้วยทรัพยากรที่ทุกคนมีเท่ากันและมีอย่างจำกัด โดยเฉพาะ “เวลา” การมีครอบครัว มีลูกน้อยที่ต้องเลี้ยงดู ไม่มากก็น้อย น่าจะมีผลกระทบต่อเงื่อนไขในชีวิตด้านต่างๆ โดยเฉพาะชีวิตการทำงาน

เพื่อให้ได้คำตอบ (เบื้องต้น) ผู้เขียนได้นำ.ข้อมูลจากการสำรวจความสุขคนทำงานในระดับประเทศโดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ด้วยเครื่องมือ HAPPINOMETER (ในปี 2560 ไตรมาสที่ 1) มาลองวิเคราะห์ดูว่า ระดับความสุขของคนทำงาน มีความแตกต่างตามสถานภาพการมีคู่และการมีลูกหรือไม่อย่างไร ในที่นี้ ความสุขแยกพิจารณาได้ใน 9 มิติ และในภาพรวม ตามแนวคิด Happy 8+ ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ประกอบด้วย สุขภาพกายดี ผ่อนคลายดี จิตวิญญาณดี น้ำใจดี ครอบครัวดี สังคมดี ใฝ่รู้ดี การเงินดี และการงานดี เพื่อควบคุมปัจจัยเรื่องช่วงวัยและระดับการศึกษาที่อาจจะมีผลต่อระดับความสุขของคนทำงาน จึงดึงข้อมูลมาเฉพาะคนในช่วงอายุ 35-44 ปี (ซึ่งน่าจะเป็นกลุ่มที่ผ่านการตัดสินใจมีลูกแล้วและกำลังอยู่ในช่วงของการรับผิดชอบเลี้ยงดูลูกน้อย) และมีระดับการศึกษาตั้งแต่ระดับอุดมศึกษาขึ้นไป ซึ่งได้กลุ่มตัวอย่างประมาณ 2,800 คน

เมื่อจำแนกคนทำงานเป็น 4 กลุ่ม คือ โสด (ไม่มีคู่) มีคู่แต่ไม่มีลูก มีลูก 1 คน และมีลูก 2 คนขึ้นไป แล้วทดสอบความแตกต่างของคะแนนความสุขในแต่ละมิติ แยกตามเพศ พบว่า ในกลุ่มผู้ชาย ความสุขที่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ มี 2 มิติ คือ ครอบครัวดี และการเงินดี ขณะที่ในกลุ่มผู้หญิง มีความแตกต่างกันใน 4 มิติ คือ ครอบครัวดี การเงินดี ผ่อนคลายดี และสังคมดี จากผลการวิเคราะห์ (ดูรูป) จะเห็นว่า การมีคู่และการมีลูกไม่มีผลต่อความสุขในภาพรวมของคนทำงานในวัยนี้ กล่าวคือ จะมีหรือไม่มีคู่/ลูก ความสุขรวมของคนก็ไม่ต่างกัน ซึ่งน่าจะอธิบายได้ว่าเป็นเพราะการจะมีคู่หรือมีลูกนั้น เป็นเรื่องของ “ทางเลือก” หรือ choices ที่แต่ละคนเลือกเอง คนมีคู่หรือมีลูก ไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีความสุขมากกว่าหรือความสุขน้อยกว่าคนที่ไม่มีคู่หรือไม่มีลูก 

คะแนนความสุขที่แตกต่างกันตามการมีคู่/มีลูก

หมายเหตุ 1) คนทำ.งานอายุ 35-44 ปี การศึกษาระดับอุดมศึกษาขึ้นไปจำนวน 2,786 คน; 2) นำ.เสนอเฉพาะมิติความสุขที่มีค่าคะแนนต่างกันแตกต่างกันตามการมีคู่/มีลูกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05

ที่มา: ข้อมูลจากการสำรวจความสุขคนทำ.งาน (ในองค์กร) ระดับประเทศ พ.ศ. 2560 (ไตรมาส 1) โดย ศิรินันท์ กิตติสุขสถิต และคณะ (2560) 

อย่างไรก็ตาม ความน่าสนใจอยู่ที่ความแตกต่างของความสุขที่พบในบางมิติ โดยในทั้งสองเพศ ความสุขในมิติครอบครัว พบว่า สูงขึ้นตามการมีคู่และการมีลูก ขณะที่ความสุขในมิติการเงิน กลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม กล่าวคือ คนโสดมีความสุขด้านครอบครัวต่ำสุดแต่มีความสุขด้านการเงินสูงสุด (*ผู้ชายโสด มีความสุขต่ำ.กว่าคนมีคู่แต่ไม่มีลูกเพียงเล็กน้อย) ขณะที่คนที่มีลูก 2 คนขึ้นไปแม้จะมีความสุขด้านครอบครัวสูงสุดแต่กลับมีความสุขในด้านการเงินต่ำสุด ซึ่งทำให้เห็นว่า “ผลจากการเลือกของบุคคล (ที่จะมีคู่หรือมีลูก)” แม้ไม่ส่งผลกระทบต่อความสุขในภาพรวม แต่ก็มีผลต่อส่วนประกอบหรือ combinations ความสุขที่ทำให้คนมีคู่หรือมีลูก แตกต่างจากคนไม่มีคู่หรือไม่มีลูก เมื่อเทียบระหว่างเพศ ก็จะเห็นว่า วงของผลกระทบนั้นกว้างกว่าในกลุ่มผู้หญิง (น่าจะเพราะบทบาทภาระการเลี้ยงดูลูกในบริบทของไทย ยังอยู่ที่ผู้หญิงมากกว่า) โดยมีผลต่อความสุขในด้านการผ่อนคลายและด้านสังคมด้วย

“ผ่อนคลายดี” สูงที่สุดในหญิงโสด แต่ต่ำที่สุดในหญิงมีคู่แต่ไม่มีลูก ขณะที่ “สังคมดี” แปรผันตามการมีคู่และจำนวนลูกที่ผู้หญิงมี ข้อค้นพบนี้ ทำให้ผู้เขียนพอจะให้คำแนะนำกับผู้อ่านที่เป็นหญิงในวัยนี้ได้ว่า

“สำหรับคุณที่มีคู่แล้ว การมีลูกอย่างน้อย 1 คน น่าจะเป็นความคิดที่ดี คุณจะผ่อนคลายเพิ่มขึ้นและมีสังคมดีขึ้น และถ้าคิดจะมี 2 คน การผ่อนคลายของคุณอาจจะลดลงเล็กน้อยแต่ในด้านสังคมคุณก็ยังจะยิ่งดีขึ้น สำหรับคุณผู้หญิงที่ยังโสด การคิดจะมีคู่อาจจะเป็นการตัดสินใจที่หนักหน่อย เพราะคุณอาจจะต้องเครียดเพิ่มขึ้น (ผ่อนคลายน้อยลง) แต่ความสุขสังคมดีของคุณจะดีขึ้น (นิดนึง) นะครับ....”

 

Since 25 December 2012