นานาสาระประชากร

ผมมองโลกแง่ร้ายเกินไปหรือเปล่า?

ปราโมทย์ ประสาทกุล This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

          ปี 2560 ที่พวกเราเพิ่งฉลองวันขึ้นปีใหม่กันมาหมาดๆ เสียงเพลง “วันนี้ วันดีปีใหม่ ท้องฟ้าแจ่มใส พาใจสุขสันต์...” ยังไม่ทันจางไป ขณะที่เขียนบทความนี้ เราก็เข้ามาอยู่ในเดือนมีนาคม เดือนที่สามของปีใหม่ ปีที่เมื่อไม่นานมานี้ยังเรียกกันว่าปีใหม่ก็เริ่มจะดูเก่าๆ ไปเสียแล้ว อีกไม่กี่วันก็จะเข้าสู่เดือนเมษายน ถึงวันสงกรานต์ วันที่ดวงอาทิตย์จะเคลื่อนย้ายจากราศีมีนเข้าสู่ราศีเมษ เสียงเพลง “วันนี้ เป็นวันสงกรานต์ หนุ่มสาวชาวบ้าน เบิกบานจิตใจจริงเอย...” ดังแว่วใกล้เข้ามา ปีวอกลิงก็จะกลายเป็นปีเก่า แล้วเราก็จะขึ้นปีใหม่กันอีกครั้ง พอลิงไป ระกาไก่ก็มา เสียงเอ้ก อิ๊ เอ้ก เอ้ก ไก่ขัน ...เป็นสัญญาณว่ากำลังจะหมดไปอีกปีหนึ่ง วันเวลาช่างผ่านไปเร็วจริงๆ

          เวลาผ่านไปเร็วมากเสียจนคน (ค่อนข้าง) สูงวัยอย่างผมยากจะตามทัน เวลาที่ผ่านไป เหตุการณ์ทางประชากรที่ผมสนใจก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว อย่างเช่นจำนวนเกิดในแต่ละปีที่ผมเฝ้าติดตามอยู่ มันลดลงเร็วมากจริงๆ เมื่อปี 2557 มีเด็กเกิดที่มาจดทะเบียนกับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย 7 แสน 7 หมื่นคน พอปี 2558 จำนวนเด็กเกิดที่จดทะเบียนลดลงเหลือ 7 แสน 4 หมื่นคน ปีกลายนี้ 2559 จำนวนเกิดของประชากรไทยลดลงมาเหลือเพียง 7 แสนคนเท่านั้น ดูสถิติตัวเลขแล้ว มีแนวโน้มว่าจะมีเด็กเกิดลดจำนวนลงไปอีก เพราะคนรุ่นใหม่เลือกที่จะอยู่เป็นโสดกันมากขึ้น คนที่แต่งงานแล้วก็มีลูกกันน้อยลง บางคู่ไม่มีลูกเลย บางคู่ก็ตัดสินใจที่จะมีลูกคนเดียว บางคู่มีลูกสองคน และน้อยคู่ลงทุกทีที่อยากมีลูกเกินสองคน วิถีชีวิตของคนสมัยนี้เปลี่ยนไปจนทำให้อัตราเกิดของประชากรไทยลดต่ำลงเรื่อยๆ หรือที่ผมอยากจะใช้ศัพท์และคำพูดให้ฟังดูสวิงสวายว่า “ปัจจุบันนี้ พลังสืบทอดพันธุ์ของประชากรไทยกำลังถอยลดน้อยลงทุกทีแล้ว”

          ประชากรสูงวัยเร็วจนตามแทบไม่ทัน

         ในขณะที่จำนวนเด็กเกิดในประเทศไทยกำลังลดลงอย่างรวดเร็ว ประชากรไทยก็กำลังมีอายุสูงขึ้นอย่างเร็วมากเช่นกัน  ประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปที่ พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 นิยามว่าเป็นผู้สูงอายุ กำลังเพิ่มขึ้นด้วยอัตราประมาณ 5% ต่อปี ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป จะมีคนไทยที่มีอายุสูงขึ้นจนถึงเกณฑ์ที่เรียกว่าเป็นผู้สูงอายุปีละไม่ต่ำกว่า 5 แสนคน อย่างปีนี้ คนที่เกิดในปี 2500 หรือเมื่อ 60 ปีก่อนซึ่งมีจำนวนที่มาจดทะเบียนประมาณ 7 แสน 8 หมื่นคน ถ้าคิดอย่างคร่าวๆ ว่าคนรุ่นนี้จะมีชีวิตรอดตั้งแต่เกิดมาจนอายุถึง 60 ปีราว 75% ก็เท่ากับปีนี้มีคนอายุถึงเกณฑ์เป็นผู้สูงอายุราว 5 แสน 8 หมื่นคน

        ต่อจากนี้เป็นต้นไป คนที่อายุถึงเกณฑ์เป็นผู้สูงอายุในแต่ละปีก็จะเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ เพราะคนเกิดเมื่อ 60 ปีก่อนเพิ่มจำนวนขึ้น จำนวนเด็กเกิดในปี 2502 ขึ้นเลยหลัก 8 แสนคน พอปี 2503 ขึ้นถึงหลัก 9 แสน จำนวนเกิดตั้งแต่ปี 2506 ขึ้นถึงหลักล้านเป็นระยะเวลา 20 ปีนับจากนั้น ที่มีเด็กเกิดในประเทศไทยปีละเกินล้านคน ที่เรียกว่า “ประชากรรุ่นเกิดล้าน” ซึ่งเป็นคลื่นยักษ์ประชากรที่ใหญ่มาก ในอีกเพียง 6 ปีข้างหน้า ก็จะมีประชากรจำนวนปีละประมาณ 8 แสนคนที่มีอายุสูงขึ้นถึงเกณฑ์ 60 ปี ที่จะเรียกว่าเป็นผู้สูงอายุ

          นอกจากจำนวนผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นในแต่ละปีแล้ว คนที่เป็นผู้สูงอายุอยู่ก่อนก็จะยังมีชีวิตอยู่ยืนนานขึ้น เดี๋ยวนี้คนไทยเมื่อมีอายุถึง 60 ปี ก็คาดว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปโดยเฉลี่ยอีก 22-23 ปี พูดได้ว่า ขนาดประชากรสูงอายุของประเทศไทยกำลังขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้คาดประมาณว่า เมื่อกลางปี 2560 ประเทศไทยมีประชากร (ไม่รวมแรงงานข้ามชาติ) อายุ 60 ปีขึ้นไป 11.2 ล้านคน หรือคิดเป็นประมาณ 17% ของประชากรทั้งหมด 65.5 ล้านคน ขนาดของประชากรสูงอายุกำลังขยายใหญ่ขึ้นเร็วมาก อีกเพียง 4 ปีข้างหน้า ในปี 2564 ประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปจะเพิ่มจำนวนเป็น 13.1 ล้านคน หรือคิดเป็น 20% ของประชากรทั้งหมด 66.1 ล้านคน จนเรียกประเทศไทยในปีนั้นว่าได้กลายเป็น “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” นับแต่นั้นอีก 10 ปี ในปี 2574 คาดประมาณว่าประเทศไทยจะกลายเป็น “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” ที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากถึง 18 ล้านคน หรือคิดเป็น 27% ของประชากรทั้งหมด 66 ล้านคน หรือถ้าจะมองให้ไกลออกไปอีกหน่อย อีก 20 ปีข้างหน้า ในปี 2580 ประเทศไทยจะมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปราว 20 ล้านคน คิดเป็น 31% ของประชากรทั้งหมด 65 ล้านคน (ขอโทษนะครับ สองสามย่อหน้าข้างบน ผมใส่ตัวเลขมากไปหน่อย อ่านผ่านๆ ไปเสียบ้างก็ได้นะครับ)

          ชักจะกังวลขึ้นมาเสียแล้ว

          มองสังคมสูงวัยไทยในอนาคตแล้ว ผมก็เกิดวิตกกังวลขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว กังวลในส่วนของตัวเอง กังวลแทนคนรุ่นราวคราวเดียวกัน กังวลแทนคนรุ่นหลังที่จะเป็นผู้สูงอายุในอนาคต วิตกว่าสังคมไทยจะอยู่กันอย่างไรในสังคมสูงวัย เกรงไปว่ารัฐบาลจะต้องแบกภาระที่หนักมากในการบริหารจัดการสังคมสูงวัย แต่เดี๋ยวนี้เวลามี “ปัญหา” อะไร เราจะใช้คำว่า “เป็นเรื่องท้าทาย” แทนคำว่า “เป็นปัญหา” การสูงวัยของประชากรก็เช่นกัน ไม่ใช่เป็นปัญหา เพียงแต่เป็นเรื่องท้าทายสำหรับปัจเจกบุคคล ครอบครัว ชุมชน สังคม และรัฐ...ก็เท่านั้น

          เมื่อมองอนาคตของตัวเอง ถ้าผมไม่ด่วนตายไปก่อนวัยอันสมควร ผมก็มีโอกาสอยู่ดูโลกไปอีกสิบกว่าปี บ่อยครั้งที่ผมเกิดความกังวลเรื่องสุขภาพของตัวเอง กลัวเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต กลัวมีอาการสมองเสื่อม อัลไซม์เมอร์ กลัวปวดหลัง ปวดข้อ ปวดเข่าจนลุกนั่งเคลื่อนไหวไม่ได้ กลัวต้องนอนติดเตียง ช่วยตัวเองไม่ได้ ฯลฯ เกิดความวิตกว่า ถ้าตัวเองเป็นอย่างที่กลัว แล้วใครจะช่วยดูแล ตัวเราจะเป็นภาระของใครหรือเปล่า แล้วถ้าเรามีชีวิตอยู่ไปนานๆ ขึ้นไปอีกเป็นอีก 20-30 ปีข้างหน้า เราจะมีรายได้ หรือมีเงินออมเพียงพอในการยังชีพหรือไม่

          ครอบครัวไทยมีขนาดเล็กลง เมื่อ 30 ปีก่อน ครอบครัวไทยมีจำนวนสมาชิกเฉลี่ย 5 คน เดี๋ยวนี้เฉลี่ยเพียงครอบครัวละ 3 คน เราเป็นห่วงครอบครัวที่ผู้สูงอายุอยู่ตามลำพังคนเดียว หรืออยู่ตามลำพังกับคู่สมรส ครอบครัวที่ทุกคนในครอบครัวเป็นผู้สูงอายุ ครอบครัวที่ผู้สูงอายุอยู่กับหลานอายุยังน้อยที่เรียกกันว่าครอบครัวข้ามรุ่น ครอบครัวประเภทเหล่านี้ ถ้าใครสักคนเกิดสภาวะช่วยตัวเองไม่ได้ เช่น เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต หรืออัลไซม์เมอร์ ใครจะเป็นคนช่วยดูแล เมื่อสังคมสูงวัยมากขึ้น จำนวนผู้มีอาการโรคสมองเสื่อมก็จะเพิ่มมากขึ้น ตามสถิติของผู้สูงอายุชาวอเมริกันและชาวญี่ปุ่น ในกลุ่มผู้สูงอายุวัยปลายอายุ 85 ปีขึ้นไปจะมีอัตราผู้มีอาการสมองเสื่อมสูงถึง 30% ถ้านำอัตรานี้มาใช้กับสังคมไทย อีก 20 ปีข้างหน้า ก็คาดประมาณได้ว่าประเทศไทยจะมีผู้มีอาการสมองเสื่อมไม่น้อยกว่า 1 ล้าน 4 แสนคน

          เมื่อมีผู้สูงอายุอยู่ในชุมชนมากขึ้น ชุมชนโดยเฉพาะองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นก็คงจะต้องมีภาระในการดูแลผู้สูงอายุหนักขึ้น ทั้งในการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุที่ยังช่วยตัวเองได้ และผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะติดบ้านติดเตียง ผมเห็นบางแห่งมีการจัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุ ให้ผู้สูงอายุมีพฤติกรรมย้อนยุคกลับไปเป็นเด็กนักเรียน แต่งเครื่องแบบนักเรียนน่ารัก เข้าแถวเคารพธงชาติ เข้าเรียนในชั้น...ทำให้ผู้สูงอายุมีกิจกรรมสนุกสนาน ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ดี แต่ผมก็ยังเป็นห่วงผู้สูงอายุที่ไม่สามารถออกจากบ้าน ว่าครอบครัวชุมชนจะดูแลพวกเขาอย่างไร

          ผมมองไปข้างหน้าแล้วก็เป็นห่วงว่ารัฐคงต้องมีภาระที่หนักมากในการจัดสวัสดิการในสังคมสูงวัย รัฐจะมีค่าใช้จ่ายเพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุยังชีพอยู่ได้ ค่าใช้จ่ายรายการนี้จะต้องเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ทั้งบำนาญข้าราชการเกษียณอายุที่จะมีชีวิตอยู่ยาวนานขึ้น ทั้งเงินที่รัฐจะต้องสมทบให้กับกองทุนสวัสดิการสังคม และกองทุนเงินออมแห่งชาติ และทั้งเบี้ยยังชีพที่รัฐจะจ่ายให้แก่ผู้สูงอายุที่มีจำนวนมากขึ้นและอยู่ยาวนานขึ้น รายจ่ายสำคัญอีกรายการหนึ่งคือรายจ่ายเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุ เมื่อคนเรามีอายุมากขึ้น โอกาสที่จะเป็นโรคต่างๆ ก็สูงขึ้น โรคของผู้สูงอายุส่วนมากจะมีลักษณะเรื้อรังต้องการการดูแลระยะยาว รัฐจะต้องมีภาระค่าใช้จ่ายในด้านนี้สูงขึ้นอย่างมากอย่างแน่นอน

          แล้วเราจะทำอย่างไรกันดี

          วันนี้ ผมมองสังคมสูงวัยในอนาคตในมุมลบมากเกินไปสักหน่อย เดี๋ยวนี้ เราพยายามมองภาพในมุมที่สวยงามของสังคมสูงวัย เราได้รับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับผู้สูงอายุที่ยังกระฉับกระเฉง กระชุ่มกระชวย อายุมากถึง 70-80 ปีแล้วก็ยังแข็งแรง บานไม่รู้โรย คนมีอายุถึงหลักเก้าสิบแล้วยังรูปร่างดี ว่ายน้ำได้ระยะทางเป็นสิบๆ กิโลเมตรต่อวัน เมื่อเช้า ผมดูข่าวผู้สูงอายุฝรั่ง อายุ 83 ปี ยังสามารถใช้แขนโหนดึงตัวขึ้นลงได้มากกว่า 20 ครั้งโดยไม่แสดงอาการเหน็ดเหนื่อย ข่าวในเมืองไทยที่เคยเห็นผู้สูงอายุอายุเกินร้อยปีที่ยังร้องรำทำเพลงได้ ฯลฯ ผมเขียนบทความวันนี้ก็เพียงตั้งใจไม่อยากให้พวกเราลืมภาพอีกด้านหนึ่งของสังคมสูงวัย ตั้งใจจะให้เป็นเครื่องเตือนใจตัวเอง เพื่อนรุ่นวัยเดียวกัน เตือนใจคนรุ่นหลัง รวมทั้งให้ข้อสังเกตแก่สังคมและรัฐ ว่าเรายังมีเรื่องท้าทายอีกมากบนเส้นทางที่ประเทศไทยกำ.ลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้

          

Since 25 December 2012