ลักษณะครอบครัวไทยเปลี่ยนไปอย่างไรในกว่า 20 ปีที่ผ่านมา

พิมลพรรณ อิศรภักดี This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

          ตั้งแต่ ปี 2532 เป็นต้นมา รัฐบาลได้กำหนดให้วันที่ 14 เมษายนของทุกปีเป็น “วันครอบครัว” ซึ่งตรงกับวันสงกรานต์ของไทย เพราะเป็นวันที่สมาชิกในครอบครัวมีโอกาสพบปะกันได้โดยสะดวก แม้ผ่านมาเกือบสามสิบปี วัตถุประสงค์ของการกำหนดวันครอบครัวที่ต้องการให้ประชาชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของครอบครัวให้มากขึ้นก็ยังไม่ล้าสมัย เพราะวิถีชีวิตและลักษณะครอบครัวของคนไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากตามการเปลี่ยนแปลงของการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม อาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ในครอบครัวที่จะทำ.ให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมาภายหลังได้

          หากย้อนกลับไปมองอดีตสัก 20 กว่าปี เราคงสังเกตได้ว่าครอบครัวของไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วทั้งขนาดและลักษณะของครอบครัว ในปี 2523 เคยมีจำนวนสมาชิกในครอบครัวเฉลี่ย 5 คน แต่จำนวนได้ลดลงเหลือ 3 คนในปี 2553 รายงานสถานการณ์ประชากรไทย ปี 2558 (UNFPA Thailand) ทำการศึกษาสถิติในช่วง พ.ศ. 2530-2556 พบว่า ครอบครัวในประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างหลากหลาย ครอบครัวเดี่ยวแบบมีพ่อแม่ลูก ไม่ใช่รูปแบบหลักของสังคมไทยอีกต่อไป แต่ครอบครัวสามรุ่นในครอบครัวเดียว (รุ่นปู่ย่าตายาย รุ่นลูก รุ่นหลาน) คือรูปแบบครอบครัวซึ่งมีจำนวนมากที่สุด คิดเป็น 33.6% อันดับ 2 คือครอบครัวแบบพ่อแม่ลูก มี 26.6% อันดับที่ 3 คือคู่สามีภรรยาที่ไม่มีบุตร 16.2% อันดับที่ 4 คือ ครัวเรือนที่อยู่คนเดียว 13.9% อันดับ 5 คือครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว 7.1% อันดับ 6 คือครัวเรือนข้ามรุ่น (ครอบครัวที่มีรุ่นปู่ย่าตายาย และรุ่นหลาน) 2.1% และอันดับสุดท้าย คือ ครัวเรือนที่ประกอบด้วยบุคคลที่ไมใช่ญาติ 0.6% โดยปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงลักษณะของครอบครัวมีทั้งปัจจัยทางประชากรศาสตร์ ทัศนคติต่อการดำเนินชีวิตและค่านิยมสมัยใหม่

          ขนาดของครอบครัวไทยมีขนาดลดลงเนื่องจากอัตราเกิดที่ลดลง หญิงไทยเคยมีจำนวนบุตรเฉลี่ย 6.3 คนในปี 2507 แต่ปัจจุบันลดลงเหลือเพียง 1.6 คน ครัวเรือนไทยมีขนาดเล็กลงจากเฉลี่ย 5.3 คนในปี 2523 เหลือเพียงเฉลี่ย 2.7 คนในปี 2557

          “ครอบครัวขยายสามรุ่น” มีจำนวนมากขึ้น เป็นเพราะประชากรไทยมีอายุเฉลี่ยสูงขึ้น บุตรที่แต่งงานแล้วยังอาศัยร่วมกับพ่อแม่ รวมทั้งปู่ย่าตายายยังช่วยดูแลบุตรเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย บรรเทาปัญหาด้านเศรษฐกิจ หรือในอีกกรณีคือบุตรที่แต่งงานแยกออกมาจากครอบครัวพ่อแม่ เมื่อมีบุตรอาจขอให้พ่อแม่ที่สูงอายุมาอยู่ด้วยเพื่อตนเองจะได้ดูแล รวมทั้งพ่อแม่ก็สามารถช่วยดูแลหลานให้ได้

          ครอบครัวปัจจุบันไม่จำเป็นต้องมีคู่ครองและมีบุตรเสมอไปลักษณะครอบครัวเช่นนี้สอดคล้องกับวิถีชีวิตและค่านิยมสมัยใหม่ คือมีครอบครัวคู่สามีภรรยาซึ่งสมัครใจไม่มีลูกเพิ่มจาก 5.6% เป็น 16.2% เช่นเดียวกับครัวเรือนซึ่งอาศัยอยู่คนเดียว เพิ่มจาก 6.1% เป็น 13.9% ทั้งนี้เพราะทัศนคติแบบคนรุ่นใหม่ที่ไม่ต้องการมีบุตร มองว่าบุตรเป็นภาระทางเศรษฐกิจ ต้องการใช้ชีวิตอย่างอิสระ และมีความกังวลว่าเด็กจะเติบโตในสภาพสังคมที่มีปัญหามากมาย ทำให้มีครอบครัวเดี่ยวแบบมีเฉพาะสามีภรรยาแต่ไม่มีบุตรมีจำนวนมากขึ้น รวมทั้งยังพบว่าครอบครัวที่ไม่มีคู่ครองในครอบครัวมีมากถึง 31.1% โดยอาจเป็นครอบครัวในลักษณะที่มีสมาชิกเพียงคนเดียว ครอบครัวที่สมาชิกไม่มีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกัน ครอบครัวคนเดียวอาจเกิดขึ้นจากสาเหตุของการอยู่เป็นโสดไม่ต้องการแต่งงาน และครอบครัวที่มีผู้สูงอายุที่อยู่ตามลำพังไม่มีบุตรหลานในครอบครัว ซึ่งอาจเนื่องมาจากคู่ครองตายจากไป บุตรหลานแยกย้ายไปตั้งครอบครัวใหม่ ไปทำงานต่างถิ่นหรือการละทิ้ง

          ขณะเดียวกัน “ครอบครัวพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว” ได้เพิ่มจำนวนจาก 9.7 แสนครัวเรือนเป็น 1.37 ล้านครัวเรือน ในจำนวนนี้ประมาณ 80% เป็นครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยว สาเหตุหลักคืออัตราการหย่าร้างที่สูงขึ้น

          “ครอบครัวข้ามรุ่น” หรือครอบครัวที่มีแต่ผู้สูงอายุและเด็กมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นผลมาจากการย้ายถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการย้ายถิ่นจากชนบทเข้าสู่เมือง เมื่อหนุ่มสาวย้ายไปทำงานต่างถิ่นต้องทิ้งลูกไว้ให้อยู่กับปู่ย่าตายาย ทำให้ครอบครัวในชนบทจำนวนมากมีเฉพาะผู้สูงอายุและเด็ก โดยขาดกลุ่มประชากรในวัยแรงงาน จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า เด็กอายุ 0-17 ปี ไม่ได้อยู่กับพ่อและแม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากร้อยละ 19.3 ในปี 2548 เป็นร้อยละ 22.8 ในปี 2554

          ครอบครัวในอีกลักษณะหนึ่งที่เกิดจากทัศนคติเรื่องเพศที่สังคมไทยเปิดกว้างมากขึ้นคือ “ครอบครัวเพศเดียวกัน” พบว่าครอบครัวที่มีคู่ครองในลักษณะ “ชาย-ชาย” 0.4% และ “หญิง-หญิง” 0.3% แม้จะยังไม่มีการรวบรวมสถิติไว้อย่างเป็นทางการ แต่ก็คาดว่าจะพบมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะสังคมไทยยอมรับและให้โอกาสบุคคลเหล่านี้สามารถเปิดเผยตนเองได้มากขึ้นและสามารถปรับตัวให้อยู่ในสังคมได้มากขึ้น อย่างไรก็ตามครอบครัวประเภทนี้ยังไม่ได้รับการรับรองสถานภาพทางกฎหมาย ไม่สามารถรับสิทธิประโยชน์เช่นเดียวกับครอบครัวประเภทอื่นๆ เช่น การรักษาพยาบาล การรับบุตรบุญธรรม การรับมรดก เป็นต้น

          การเปลี่ยนแปลงลักษณะของครอบครัวดังที่กล่าวมา ทำให้เกิดกลุ่มประชากรที่ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ คือ กลุ่มเด็กและผู้สูงอายุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ หรืออยู่กับคนใดคนหนึ่ง อาจไม่ได้รับการอบรมสั่งสอนหรือมีกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวมากนัก ส่วนกลุ่มผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้สูงอายุเพศหญิง เช่น ในครอบครัวข้ามรุ่นมีมากกว่าครึ่งที่หัวหน้าครอบครัวอายุมากกว่า 60 ปี เกือบทั้งหมดเป็นผู้หญิง ต้องทำงานเพื่อหาเลี้ยงปากท้องของครอบครัวและมีรายได้ไม่มากนัก ในอนาคตเมื่อประเทศไทยก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมสูงอายุเต็มรูปแบบแล้ว ใครจะเป็นผู้ดูแลสูงอายุเนื่องจากสมาชิกในครอบครัวมีจำนวนน้อยลงทุกที

 

ที่มา:  กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย (2559) รายงานสถานการณ์ประชากรไทย พ.ศ. 2558 โฉมหน้าครอบครัวไทยยุคเกิดน้อยอายุยืน         

Since 25 December 2012